วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551

History of PreFabricated Housing

1833
Title : Balloon frame
Architect : Attributed to Augustine
Status : Produced


“Balloon frame” คือ โครงสร้างไม้แบบหนึ่ง เริ่มต้นที่ Scandinavia, Canada และ United States (up until the mid-1950s). นิยมใช้ไม้ท่อนยาว ซึ่งใช้เคร่าผนังโครงยาวติดต่อถึงหลังคา ด้วยการเชื่อมต่อด้วยตะปู แต่ในขณะที่ไม่มีใครสามารถยืนยันเริ่มต้นอย่างไรในอเมริกา อาคารหลังแรกก่อสร้างเพื่อใช้เป็น Warehouse ในปี 1832 ที่ชิคาโก โดย George Washington Snow
ในปีถัดมา Augustine Taylor (1796-1891) เริ่มก่อสร้าง St. Mary's Catholic Church ในชิคาโกโดยใช้ระบบ Balloon framing ในการก่อสร้าง ในช่วงเริ่มต้นชื่อ Balloon frame เรียกวิธีการก่อสร้างถูกตั้งจากการเย้ยหยัน จนกระทั่ง Taylor เริ่มก่อสร้างอาคาร St. Mary's Church, in 1833 ทักษะฝีมือของช่างไม้ถูกเปรียบเทียบกับโครงสร้างเฟรมไม้ยึดด้วยตะปู และเผยแพร่วิธีการนี้น่าประสบผลมากกว่าโดยระบบ Balloon frame ถึงแม้ว่าการก่อสร้างโดยใช้ท่อนไม้จะแพร่หลายอย่างมากในอเมริกา ช่วงศตวรรษที่19 แต่ทักษะของช่างกลับไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการประดิษฐ์เครื่องยิงตะปู และวิวัฒนาการของการป่าไม้ที่ทันสมัย จึงส่งผลให้ระบบการก่อสร้างนี้เป็นที่นิยม เพราะไม่ต้องการช่างไม้ที่มีทักษะสูง ใช้ตะปูเชื่อมแทนการใช้สลักไม้ในการเชื่อมข้อต่อ มันจึงถูกเรียกว่า Balloon frame ตั้งแต่นั้นมา และได้รับความนิยมในอเมริกาตะวันตก จนถึงแคนนาดา ในส่วนของเมืองที่ไม่ใช่ส่วนที่เจริญ เพราะระบบนี้สามารถลดราคาค่าก่อสร้าง ได้จึงถูกนำไปใช้กับที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในอเมริกาเหนือ ดังตัวอย่างเช่น อาคาร อพาร์ทเม้นต์ สูง 3 ชั้น ในแถบ new England ประมาณศตวรรษที่ 19

1833
Title : Manning Portable Colonial Cottage for Emigrants
Architect : H. Manning (British, active 19th c.)
Status : Produced


พิจารณาจากระบบที่มุ่งเน้นการผลิตซ้ำๆสำหรับการเป็นที่อยู่อาศัยแล้วนั้น “The Manning Portable Cottage for Emigrant” ที่ออกแบบโดยช่างไม้ที่ถือว่าด้อยความรู้ (H.Manning) สำหรับลูกชายของเขาที่จะต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ออสเตรเลีย ระบบนี้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในบทความ "portable Colonial Cottages” ใน November 24, 1837 นิตยสาร South Australian Record Newspaper ว่านี้คือระบบรูปแบบใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงไม่กี่ปี
โครงสร้างที่เรียบง่าย เสาไม้ที่ถูกฝังร่วมกับแผ่นพื้น และแผ่นผนังสามารถรองรับน้ำหนักของโครงถักหลังคาจั่วเพื่อตั้งโครงหลังคาขึ้น






1892
Title : Hodgson Houses
Architect : E. F. Hodgson Co. (USA, 1892-1995)
Status : Produced


The Hodgson Houses ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดย E.F. Hodgson Company ในช่วงศตวรรษที่ 20 ต่อมาบริษัท Sears, Roebuck and Companyนำไปพัฒนาจนโด่งดังมากในตลาดอเมริกา โดยอาศัยการประกาศขายแบบ Catalog








1906
Title : Single Pour Concrete System
Architect : Single Pour Concrete System
Status : Produced


Thomas Alva Edison คือผู้ถ่ายทอดความคิดที่มีค่ามากสำหรับสถาปนิก เพราะในปี 1906 เขาออกแบบระบบ”Single Pour Concrete Sysem”โดยมุ่งเน้นความรู้จากระบบ “Balloon Frame” โดยใช้โครงเดิมสำหรับเป็นไม้แบบเพื่อเทคอนกรีต และประดิษฐ์กงล้อสำหรับชักลอกคอนกรีตผสมเสร็จไปทำการเทในส่วนด้านบนอาคารในความสูง 4 ฟุต ซึ่ง Edison ทดลองโดยใช้แบบจำลองก่อนในครั้งแรกในการทำการศึกษา ถัดมาในปี 1917 เขาทำการก่อสร้างบ้านจำนวน 100 หลัง ในรัฐนิวเจอซี และยังคงเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อยในปัจจุบัน



1908
Title : Sears Catalogue Home
Architect : Sears, Roebuck and Company (USA, est. 1893)
Status : Produced













ระยะเวลาถึง 32 ปีที่ Sears, Roebuck and Company of Chicago เป็นหนึ่งเดียวที่ออกแบบและก่อสร้างบ้าน ในระบบสำเร็จรูปในทุกแห่งในโลกนี้ ในช่วงระหว่างปี 1908 และ 1940 มียอดขายสูงถึง 100,000 หลังด้วยแนวคิด ”Modern Home mail-order catalogue” บ้างก็สร้างเป็นบ้านพักทหาร โดยใช้การแยกองค์ประกอบในทุกๆส่วนของบ้าน มีขนาดตั้งแต่ห้องเดียวจนถึงแบบบ้านสำหรับครอบครัว โดยใช้การจัดส่งโดยรถบรรทุก ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของการอยู่อาศัย พร้อมทั้งส่วนตกแต่งที่จัดมาพร้อมกันด้วย

1911
Title : American System-Built Houses
Architect : Frank Lloyd Wright (American, 1867-1959)
Status : Produced















ระยะระหว่างปี 1911 และ 1917 Wright สร้างแบบบ้านโดยใช้แนวคิดด้านคณิตศาสตร์ โดยเรียกว่า American System-Built House or American Ready-Cut System
Wright Teams and Richards Company สร้างชิ้นส่วนสำเร็จรูป ที่ทุกชิ้นส่วนถูกผลิตในโรงงาน ดังนั้นที่สถานที่ก่อสร้างจึงไม่จำเป็นต้องจ้างช่างไม้ เพื่อช่วยลดระยะเวลาการก่อสร้าง และค่าจ้างแรงงาน


1914
Title : Maison Dom-ino
Architect : Le Corbusier (Charles-Édouard Jeanneret)
(French, b. Switzerland, 1887-1965)
Status : Unrealized



















ในปี 1916 ฌานเนอร์เรต์ได้ยินข่าวเกี่ยวกับการขาดแคลนที่พักอาศัยในยุโรปบางพื้นที่จากการเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาตัดสินใจออกแบบบ้านที่เริ่มต้นจากากรพิจารณาปัญหาเรื่องอาคารเคหการหรือเฮาส์ซิงโดยวิธีการเชิงอุตสาหกรรม บ้านโดมิโน (Maison Dom-ino) ตามที่ฌานเนอร์เรต์ตั้งชิอให้จากการเล่นกับคำว่า domus อันเป็นภาษาละดินที่แปลว่า บ้าน และรากศัพท์ของคำว่า innovation และยังเล่นกับความหมายของเกมโดมิโนที่เป็นการต่อกันของตัวต่อตัวเล็กๆด้วย บ้านหลังนี้ถูกแบ่งองค์ประกอบออกเป็นส่วนๆผลิตจากโรงงานให้เรียบร้อยก่อนนำมาประกอบบริเวณที่ตั้ง องค์ประกอบพื้นฐานที่สุดคือเสาหกต้น พื้นและเพดานถูกประกอบขึ้นมากน้อยตามความต้องการ ทำให้ก่อสร้างได้ทั้งถูกและรวดเร็ว เจ้าของสารถทำส่วนสุดท้ายคือทาสีและตกแต่งด้วยตัวเอง บ้านหลังนี้นับว่าเป็นการบุกเบิกเกี่ยวกับความคิดทั้งเรื่องบ้านและพักอาศัยราคาถูกสำหรับคนหมู่มาก และการก่อสร้างแบบประหยัดโดยอาศัยกระบวนการผลิตจากอุตสาหกรรม ผนังเป็นผนังลอยไม่ต้องรับน้ำหนักและประกอบกันอย่างอิสระเนื่องจากแนวเสาถูกผลักให้ลึกจากแนวผนังเข้าด้านในอาคาร

1922
Title : Baukasten
Architect : Walter Gropius (German, 1883-1969) and
Adolf Meyer (German, 1881-1929)
Status : Unrealized



ระหว่างปี 1922 และ 1923 เป็นช่วงระยะที่สถาบัน Bauhaus ถูกครอบไว้ด้วยหลักการทางฟิสิกส์ และการสร้างสรรค์แนวความคิด Walter Gropius and Adolf Meyer ได้สร้างระบบที่เรียกว่า Baukasten (Building block ) ด้วยการผสมผสานวัสดุ ที่ประกอบด้วย ไม้ เหล็ก และกระจก ด้วยระบบที่กำหนดเป็นมาตรฐาน ด้วยระบบอุตสาหกรรมสามารถผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ในลักษณะ interlocking ด้วยรูปร่างที่หลากหลาย Gropius and Meyer เป็นผู้เสนอแนวคิดชี้ชวนลูกค้าถึงระบบนี้ ด้วยรูปแบบจำลองความเป็นไปได้สู่ลักษณะการประกอบทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม Baukaten ไม่ได้ถูกนำไปสร้าง แต่การออกแบบในลักษณะเป็นต้นแบบโดยมีจุดประสงค์ในการผลิตในระบบอุตสาหกรรมในการผลิต


1927
Title : Dymaxion House
Architect : R. Buckminster Fuller (American, 1895-1983)
Status : Prototype




R. Buckminster Fuller’s Dymaxion House เป็นโครงการต้นแบบที่รวมเรื่องราวทางเศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์ และทฤษฏีสถาปัตยกรรมที่กล่าวถึงรูปแบบที่เป็นสากล รวมถึงการลงทุน Fuller เชื่อว่าบ้านจะต้องสามารถสร้างจากโรงงานได้คล้ายกับการสร้างรถยนต์ที่ดี และนั้นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงการอยู่อาศัยของมนุษย์ เขาประกาศเกี่ยวกับระบบการก่อสร้างบ้านหลังนี้ ด้วยความสนใจในรูปแบบ Lightweight Suspension Structure และการให้ความสำคัญกับการขนส่งโดยทางเรือ ด้วยลักษณะเป็นชิ้นส่วน


1930
Title : Plattenbauten
Architect : Unattributed
Status : Prototype





Plattenbauten เป็นส่วนหนึ่งของอาคารแบบเยอรมัน หรือโครงสร้างขนาดใหญ่ ระบบชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปทั้งแนวตั้ง และแนวนอน ระบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบบ้านหลังสงครามของชาวเยอรมัน มันเป็นรูปแบบที่สำคัญของอาคารระบบสำเร็จรูปในยุโรป

1930
Title : Copper House
Architect : Walter Gropius (German, 1883-1969)
Status : Prototype



ในปี 1931 German Copper Company Hirsch et al เริ่มต้นผลิตบ้านระบบสำเร็จรูป โดยใช้วัสดุหลักเป็นทองแดง โดยมีพื้นฐานที่คำนึงถึงการขนส่งที่สะดวก และง่าย พร้อมทั้งใช้ผนังที่เป็นฉนวน Walter Gropius ถูกว่าจ้างให้เป็นผู้ค้นหาและออกแบบบ้านระบบนี้ มีรูปแบบที่ถูกนำเสนอมากมายโดยมีแผ่นโครงที่ผลิตด้วยไม้ หลังคาและผนังภายนอกผลิตจากทองแดง และผนังภายในผลิตจากแผ่นเหล็ก โครงสร้างทั้งหมดจะถูกประกอบแล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง โดยมีจุดมุ่งหมายสู่ตลาดของเยอรมันเป็นแห่งแรก

1927
Title : Good Housekeeping Stran-Steel House
Architect : H. August O'Dell (American, 1875-unknown)
and Wirt C. Rowland (American, 1887-1946)
Status : Produced



นิตยสาร Good Housekeeping ร่วมกับ The Stran-Steel Corperation and Detroit- Based architectural Partnership สร้างระบบสำเร็จรูปที่แสดงถึงความเป็นบ้านแห่งนวัตกรรม ที่นำเสนอในงานนิทรรศการที่แสดงรูปแบบบ้านในอนาคต รวมถึงรูปแบบบ้านที่ผลิตแบบโครงเหล็ก และระบบผนังระบบแผ่นที่ผลิตจากเหล็ก เทคนิคการก่อสร้างที่ไม่เคยรู้จักในชีวิตจริงมาก่อน ขนาด 1,300 ตร.ฟุต ขายในราคา 7,500 ดอลล่า มีบ้านบางหลังถูกนำไปผลิตเป็นระบบสำเร็จรูป




1933
Title : Keck Crystal House
Architect : George Fred Keck (American, 1895-1980)
Status : Produced




Keck’s Crystal House เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมากที่ถูกนำมาแสดงในงาน 1933 Chicago World’s Fair โดยเขาต้องการที่จะนำเสนอถึงการอยู่อาศัยที่ดีกว่าที่สามารถจะกระทำได้ เขาสนใจที่จะทำให้กลายเป็นรูปแบบสากล
บ้านกระจกมีกระจกอยู่โดยรอบทุกด้าน และมันมีความสูง 3 ชั้นโดยมีการผลิตโดยระบบสำเร็จรูป ที่ประกอบขึ้นจากโครงเหล็ก โดยใช้กระจกในขนาดที่เป็นมาตรฐาน ที่สามรถก่อสร้างได้ในความเป็นจริง

ไม่มีความคิดเห็น: